วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

“ฟ้าทะลายโจร-ปัญจขันธ์” สุดยอดสมุนไพร



        ในกระแสโลกานุวัตรนี้ มนุษยชาติส่วนใหญ่ให้ความสนใจดูแลรักษาสุขภาพตนเองโดยอาศัยวิธีการทางธรรมชาติมากขึ้น สมุนไพรจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ปัจขันธ์
       กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายที่จะพัฒนาสมุนไพรไทยเพื่อเป็นยารักษาโรค และได้คัดเลือดสมุนไพรไทยประจำปีเพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นยารักษาโรคต่อไป เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ในปีนี้ มีสมุนไพร 2 ชนิด ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมุนไพรแห่งปี คือ ฟ้าทะลายโจร และปัญจขันธ์
       
       ปราณี ชวลิตธำรง นักวิจัยสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้รายละเอียด สุดยอดสมุนไพรแห่งปี 2548 “ปัญจขันธ์” ว่า เป็นพืชที่พบในภูมิภาคเขตร้อนเขตอบอุ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต่อมามีการกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่นอื่นๆทั่วโลก เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการพัฒนาการใช้ประโยชน์และส่งเสริมด้านเศรษฐกิจต่อไปได้
       
       “รู้จักกันอย่างกว้างขวางในชื่อของจีน คือ เจียวกู่หลาน และของญี่ปุ่น คือ อมาชาซูรู ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้มีประวัติการใช้มายาวนานในประเทศจีนและญี่ปุ่น ทั้งใช้เป็นยา และเป็นอาหารเสริมสุขภาพ ในประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิดของปัญจขันธ์ มีการบันทึกการใช้ประโยชน์พื้นบ้านไว้ เช่น ในจีน ใช้ทั้งต้น เป็นยาแก้การอักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง”
       
       สำหรับในประเทศไทย มีบันทึกการใช้ประโยชน์ปัญจขันธ์ในยาพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าลาหู่ ใช้ทั้งต้นเป็นยาพอกรักษาแผล รักษากระดูก และอาการปวดกระดูก ปัจจุบันมีการใช้เป็นสมุนไพร ในรูปแบบชาชงสมุนไพร บำรุงร่างกาย และใช้เป็นอาหาร
       
       อย่างไรก็ตาม ปราณี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยของต่างประเทศที่เปิดเผยผลการวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากปัญจขันธ์มาแล้ว ในปี 2524 นักวิจัยญี่ปุ่นเริ่มเปิดเผยผลการศึกษาการใช้ประโยชน์ ตามมาด้วยประเทศจีน และเกาหลี ต่อมามีการขยายความร่วมมือระหว่างบริษัทผู้ผลิตของญี่ปุ่นกับจีนทำการศึกษา
       
       การเจริญเติบโตของพืชชนิดนี้นั้น ปราณี อธิบายว่า เจริญเติบโตได้ดีในที่ชุ่ม ทั้งในที่โล่งแจ้ง ที่มีแสงรำไร และในที่ร่ม ขึ้นได้ตั้งแต่บนพื้นที่ราบต่ำจนถึงที่สูงประมาณ 3,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นอาหาร สมุนไพร ในประเทศไทยมีรายงานการสำรวจพบพืชชนิดนี้ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ทางภาคเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ.2465 แต่ไม่ปรากฏการใช้ประโยชน์ที่แพร่หลาย และขณะนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพืชชนิดนี้ในภาคเหนือ และมีผลิตภัณฑ์ปัญจขันธ์จำหน่ายอย่างแพร่หลายในรูปแบบชาชง
       
       จากการค้นพบถึงศักยภาพในการพัฒนาสมุนไพรปัญจขันธ์ ในปี 2546 สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมมือกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จ.เชียงใหม่ พัฒนาการผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้เพื่อให้มีสรรพคุณตามต้องการแล้วจึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์

ฟ้าทะลายโจร
       “เรานำปัญจขันธ์ที่ปลูกที่เชียงใหม่ ซึ่งใช้ทุกส่วนมาสกัดและทดสอบสรรพคุณทางเภสัชวิทยา พบว่าสามารถเพิ่มการแบ่งตัวของลิมโฟซัยท์ ซึ่งกล่าวได้ว่ามีส่วนเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย และในการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระพบว่ามีฤทธิ์ต้าน ดังนั้นจึงมีคุณภาพที่จะส่งเสริมเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบ สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและเป็นยาได้ นอกจากนี้ได้ทำการทดสอบความปลอดภัยในอาสาสมัครปรกติแล้ว พบว่า มีความปลอดภัยต่อร่างกาย ซึ่งการศึกษาวิจัยของเราพบว่า ประโยชน์ของ ปัญจขันธ์ คือ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดระดับไขมันในเลือด และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ”
       
       สำหรับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ สถาบันวิจัยสมุนไพรกำลังดำเนินการในรูปชาชงสมุนไพร ทั้งนี้ปัญจขันธ์เป็นสมุนไพร 1 ใน 15 ชนิด ที่สามารถขอจดทะเบียนเป็นชาชงสมุนไพรได้ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และสามารถส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศได้ โดยในทางการค้าเป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาดโลกมาหลายปีแล้วในชื่อการค้า ว่า Gypinoside ซึ่งนอกจากจะพัฒนาเป็นเครื่องดื่มแล้ว ในส่วนของการพัฒนาเพื่อเป็นยานั้น ต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลรวมทั้งการผลิตเป็นยา
       
       ด้านสมุนไพร “ฟ้าทะลายโจร” ซึ่งได้รับเลือกเป็นสุดยอดสมุนไพรไทยแห่งปี 48 เช่นกันนั้น น.พ.วิชัย โชควิวัฒน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ได้มีการพิจารณาให้บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว โดยมีมีการประชุมพิจารณาร่วมกันเมื่อ วันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งต่อไปก็จะมีการใช้ยาสมุนไพรในการรักษาอาการไข้หวัดกันอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศด้วย
       
       “ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่แนะนำให้มีการปลูกและใช้ในสาธารณสุขมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2522 สำหรับการศึกษาวิจัยอย่างเป็นทางการ เริ่มในปี 2534 โดยศ.นพ.วิษณุ ธรรมลิขิตกุล ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศึกษาพบว่า เมื่อให้ผู้ป่วยที่มีอาการไข้เจ็บคอรับประทานฟ้าทะลายโจรแคปซูล ในวันที่ 3 หลังรักษาผู้ป่วยหายจากไข้และอาการเจ็บคอไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาพาราเซตามอล จากผลงานวิจัยนี้จึงนำไปสู่การบรรจุยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในบัญชียาหลักแห่งชาติสำหรับการรักษาอาการเจ็บคอ และปัจจุบันฟ้าทะลายโจรยังเป็นสมุนไพรเป้าหมาย 1 ใน 12 ชนิดในยุทธศาสตร์การพัฒนาอุสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรของกระทรวงสาธารณสุขด้วย”
       
       นพ.วิชัยกล่าวต่อว่า จากหลักฐานการวิจัยทางคลินิกหลายรายงานที่สนับสนุนสรรพคุณของสมุนไพรนี้ องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการบรรเทาอาการหวัด และปัจจุบันนี้มีการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อบรรเทาอาการหวัดในซีกโลกตะวันตกมากขึ้น และทราบว่าในส่วนของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อส่งเสริมการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรอย่างได้ผล จึงได้มีมาตรการช่วยยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรให้ได้มาตรฐานสากลต่อไป
...............................................................................

ขอบคุณ Eazy Cash Rich 


สอบถามข้อมูลการลงทุนเพิ่มเติม โทร. 091-559-8640
....................................................................................

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น