tororichclub

tororichclub

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฟักข้าว พืชพื้นบ้าน ช่วยต้านมะเร็งชั้นยอด


          ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพมาพักหนึ่งแล้ว สำหรับผักพื้นบ้านที่มีชื่อว่า "ฟักข้าว" เชื่อว่าหลายคนคงคุ้น ๆ กับชื่อนี้ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่า "ฟักข้าว" มีประโยชน์อย่างไร เอ้า...ใครที่ยังไม่รู้ว่า สรรพคุณของฟักข้าว มีอะไรบ้าง ตามมาอ่านกันจ้า


         ฟักข้าว เป็นพืชไม้เลื้อยอยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ มีชื่อสามัญว่า Spring Bitter Cucumber เป็นพืชที่ขึ้นตามรั้วบ้าน หรือตามต้นไม้ต่าง ๆ มีมือเกาะคล้ายกับตำลึง ใบเป็นรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ดอกจะมีสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง 


          ผลของฟักข้าว 2 ลักษณะ คือ ทรงกลม และทรงรี ผลกลม ๆ จะยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ส่วนผลรีจะยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ถ้ายังเป็นผลอ่อนอยู่ ผลจะมีสีเขียวอมเหลือง มีหนามถี่ ๆ อยู่รอบผล แต่เมื่อสุกแล้ว ผลจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม และหากผ่าผลฟักข้าวออกดูข้างใน ก็จะเห็นเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายเมล็ดแตง แต่ละผลหนักประมาณ 0.5-2 กิโลกรัม


          หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัดอาจจะไม่คุ้นชื่อกับ "ฟักข้าว" แต่คุณอาจจะคุ้นกับชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น อย่างจังหวัดปัตตานี จะเรียก "ฟักข้าว" ว่า "ขี้กาเครือ" จังหวัดตาก จะเรียกว่า "ผักข้าว" จังหวัดแพร่ เรียก "มะข้าว" เป็นต้น 


          เห็นหน้าค่าตารู้จัก "ฟักข้าว" กันไปแล้ว ลองมาดูกันบ้างดีกว่า ว่า "ฟักข้าว" นำไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ คนนิยมนำผลอ่อนของฟักข้าวมาปรุงอาหาร เพราะรสชาติของฟักข้าวอร่อยออกขมนิด ๆ แต่นุ่มลิ้น และเพราะว่า "ฟักข้าว" เป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกับพืชตระกูลแตง การรับประทาน "ฟักข้าว" จึงช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ด้วย ซึ่งวิธีปรุงอาหารจาก "ฟักข้าว" ก็ไม่ยาก แค่นำ "ฟักข้าว" มาลวก หรือต้มให้สุก แล้วจิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกง เช่น แกงเลียง แกงส้ม ก็ได้เมนูอร่อยเด็ดอีกจานแล้ว
แล้วรู้ไหมว่า เห็น "ฟักข้าว" ผลเล็ก ๆ แบบนี้ แต่มีสรรพคุณเด็ด ๆ มากมายเลยล่ะ โดยเฉพาะผลอ่อนของฟักข้าวที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม เหล็ก ไฟเบอร์ แต่สารอาหารที่พบมากใน "ฟักข้าว" ก็คือ เบต้าแคโรทีน


           โดยพบว่า เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอทถึง 10 เท่าเชียวนะ ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน ซึ่ส่วนช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ


           ไม่ใช่แค่ "แคโรทีน" เท่านั้น เพราะรายงานการศึกษาของต่างประเทศ ยังพบด้วยว่า ในเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสีแดงมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่า แต่สำหรับฟักข้าวสายพันธุ์ไทยมีปริมาณไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศเพียง 12 เท่า ซึ่งก็ถือว่ามากแล้ว 


           ทั้งนี้ ทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่า ไลโคปีนจากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวเป็นสารต้านมะเร็ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้น หากจะบอกว่า ฟักข้าว เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่ต้านมะเร็งได้ดีก็คงไม่ผิดนัก


          ในตำรับยาไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณส่วนต่าง ๆ ของฟักข้าวไว้ คือ
ใบ ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง ยอด มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่สูง จึงสามารถใช้รักษามะเร็ง เมล็ด ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค ราก ใช้ต้มดื่ม หรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นขนาด 0.5 กรัม กินครั้งละ 3-5 เมล็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น ขับเสมหะ ดับพิษไข้ แก้เข้าข้อ ปวดตามข้อ ถอนพิษไข้ นอกจากนี้ หากนำส่วนของรากแช่น้ำ แล้วใช้น้ำสระผม จะช่วยแก้ผมร่วง และฆ่าเหาได้
 

           สำหรับในประเทศไทยเองนั้น ขณะนี้มีนักวิจัยกำลังศึกษาสรรพคุณของฟักข้าวอย่างมากมาย อย่างเช่น คณะนักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ร่วมกันศึกษาเรื่องการนำน้ำมันของเยื่้อหุ้มเมล็ดฟักข้าวในอนุภาคไขมันระดับนาโน มาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอย ซึ่งจากการทดสอบก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และทำให้งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัล "IFSCC Host Society Award 2011" จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ 2011 (IFSCC 2011)  

          นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า ในเมล็ดฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย ขณะที่นักวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็กำลังศึกษาวิจัย เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ฟักข้าวให้มีปริมาณเบต้าแคโรทีนและสารไลโคปีนสูงขึ้น และมีผลผลิตของเยื่อหุ้มเมล็ดเพิ่มมากขึ้นด้วย


          ปัจจุบันพบว่า "ฟักขาว" มีสารที่สามารถต่อต้านเชื้อ HIV ได้อีกด้วย
 เห็นแบบนี้แล้ว ต้องยกให้ "ฟักข้าว" เป็นพืชมหัศจรรย์อีกหนึ่งชนิด เพราะมีสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยเลยทีเดียว และเชื่อว่าหากมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เราคงได้ค้นพบถึงสรรพคุณเจ๋ง ๆ ของพืชพื้นบ้านชนิดนี้อีกแน่นอน

Thank : delapathailand


                          ........................................................

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

พายุฤดูร้อน 2-5 เม.ย. เตรียมรับมือ-ภาคเหนือ ร้อนจัด 40 องศาฯ


          เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน 2-5 เม.ย.นี้ ภาคอีสานกระทบก่อน ขณะที่ ภาคเหนือ ขณะนี้ร้อนทะลุ 40 องศาฯ แล้ว เตือนประชาชนระวังเป็น โรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด
          เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศ ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-5 เมษายน 2557 ระบุว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-1 เมษายน ความกดอากาศต่ำจากความร้อนจะเข้าพัดมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะส่งผลให้ภาคเหนือมีอากาศร้อนและมีอากาศร้อนจัดในบางพื้นที่ ประกอบกับคลื่นกระแสลมตะวันออกได้เคลื่อนจากทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น
          ส่วนในช่วงวันที่ 2-5 เมษายน ความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีน ก็จะปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนขึ้น ซึ่งจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ โดยจะเริ่มมีผลกระทบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคอื่น ๆ ก็จะได้รับผลกระทบต่อไป
ขณะที่ อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ได้ประกาศเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากภาวะอากาศร้อนและภาวะหมอกควันไฟป่าที่สมทบอยู่ในขณะนี้ว่า ต่อจากนี้อากาศจะอยู่ในเกณฑ์ร้อนจัด อุณหภูมิจะสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ได้แก่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย ทั้งนี้ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง และ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีอุณหภูมิร้อนจัดวัดได้สูงเกือบ 41 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก ประกอบกับระยะนี้มีผลกระทบจากหมอกควันและไฟป่า อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
          พร้อมกันนี้ ยังแนะนำประชาชนที่ต้องทำงานหรือปฏิบัติภารกิจกลางแสงแดดเป็นเวลานานว่า ต้องระวังโรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด ที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป โดยเบื้องต้นจะมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ความดันต่ำ หน้ามืด และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต  และอาจมีอาการเพิ่มเติมอีก เช่น ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว สัญญาณสำคัญของโรคฮีทสโตรก คือ ไม่มีเหงื่อออก แต่ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ และรู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน
          ทั้งนี้ หากเกิดอาการดังกล่าว ต้องรีบพักทันที และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย เนื่องจากโรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด อาจจะทำเสียชีวิตได้สำหรับผู้ร่างกายอ่อนแอหรือปรับสภาพไม่ทัน

Thank : kapook.com


............... Toro Rich Club ..........