tororichclub

tororichclub

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฟักข้าว พืชพื้นบ้าน ช่วยต้านมะเร็งชั้นยอด


          ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพมาพักหนึ่งแล้ว สำหรับผักพื้นบ้านที่มีชื่อว่า "ฟักข้าว" เชื่อว่าหลายคนคงคุ้น ๆ กับชื่อนี้ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่า "ฟักข้าว" มีประโยชน์อย่างไร เอ้า...ใครที่ยังไม่รู้ว่า สรรพคุณของฟักข้าว มีอะไรบ้าง ตามมาอ่านกันจ้า


         ฟักข้าว เป็นพืชไม้เลื้อยอยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ มีชื่อสามัญว่า Spring Bitter Cucumber เป็นพืชที่ขึ้นตามรั้วบ้าน หรือตามต้นไม้ต่าง ๆ มีมือเกาะคล้ายกับตำลึง ใบเป็นรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ดอกจะมีสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง 


          ผลของฟักข้าว 2 ลักษณะ คือ ทรงกลม และทรงรี ผลกลม ๆ จะยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ส่วนผลรีจะยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ถ้ายังเป็นผลอ่อนอยู่ ผลจะมีสีเขียวอมเหลือง มีหนามถี่ ๆ อยู่รอบผล แต่เมื่อสุกแล้ว ผลจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม และหากผ่าผลฟักข้าวออกดูข้างใน ก็จะเห็นเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายเมล็ดแตง แต่ละผลหนักประมาณ 0.5-2 กิโลกรัม


          หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัดอาจจะไม่คุ้นชื่อกับ "ฟักข้าว" แต่คุณอาจจะคุ้นกับชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น อย่างจังหวัดปัตตานี จะเรียก "ฟักข้าว" ว่า "ขี้กาเครือ" จังหวัดตาก จะเรียกว่า "ผักข้าว" จังหวัดแพร่ เรียก "มะข้าว" เป็นต้น 


          เห็นหน้าค่าตารู้จัก "ฟักข้าว" กันไปแล้ว ลองมาดูกันบ้างดีกว่า ว่า "ฟักข้าว" นำไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ คนนิยมนำผลอ่อนของฟักข้าวมาปรุงอาหาร เพราะรสชาติของฟักข้าวอร่อยออกขมนิด ๆ แต่นุ่มลิ้น และเพราะว่า "ฟักข้าว" เป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกับพืชตระกูลแตง การรับประทาน "ฟักข้าว" จึงช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ด้วย ซึ่งวิธีปรุงอาหารจาก "ฟักข้าว" ก็ไม่ยาก แค่นำ "ฟักข้าว" มาลวก หรือต้มให้สุก แล้วจิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกง เช่น แกงเลียง แกงส้ม ก็ได้เมนูอร่อยเด็ดอีกจานแล้ว
แล้วรู้ไหมว่า เห็น "ฟักข้าว" ผลเล็ก ๆ แบบนี้ แต่มีสรรพคุณเด็ด ๆ มากมายเลยล่ะ โดยเฉพาะผลอ่อนของฟักข้าวที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม เหล็ก ไฟเบอร์ แต่สารอาหารที่พบมากใน "ฟักข้าว" ก็คือ เบต้าแคโรทีน


           โดยพบว่า เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอทถึง 10 เท่าเชียวนะ ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน ซึ่ส่วนช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ


           ไม่ใช่แค่ "แคโรทีน" เท่านั้น เพราะรายงานการศึกษาของต่างประเทศ ยังพบด้วยว่า ในเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสีแดงมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่า แต่สำหรับฟักข้าวสายพันธุ์ไทยมีปริมาณไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศเพียง 12 เท่า ซึ่งก็ถือว่ามากแล้ว 


           ทั้งนี้ ทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่า ไลโคปีนจากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวเป็นสารต้านมะเร็ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้น หากจะบอกว่า ฟักข้าว เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่ต้านมะเร็งได้ดีก็คงไม่ผิดนัก


          ในตำรับยาไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณส่วนต่าง ๆ ของฟักข้าวไว้ คือ
ใบ ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง ยอด มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่สูง จึงสามารถใช้รักษามะเร็ง เมล็ด ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค ราก ใช้ต้มดื่ม หรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นขนาด 0.5 กรัม กินครั้งละ 3-5 เมล็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น ขับเสมหะ ดับพิษไข้ แก้เข้าข้อ ปวดตามข้อ ถอนพิษไข้ นอกจากนี้ หากนำส่วนของรากแช่น้ำ แล้วใช้น้ำสระผม จะช่วยแก้ผมร่วง และฆ่าเหาได้
 

           สำหรับในประเทศไทยเองนั้น ขณะนี้มีนักวิจัยกำลังศึกษาสรรพคุณของฟักข้าวอย่างมากมาย อย่างเช่น คณะนักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ร่วมกันศึกษาเรื่องการนำน้ำมันของเยื่้อหุ้มเมล็ดฟักข้าวในอนุภาคไขมันระดับนาโน มาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอย ซึ่งจากการทดสอบก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และทำให้งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัล "IFSCC Host Society Award 2011" จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ 2011 (IFSCC 2011)  

          นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า ในเมล็ดฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย ขณะที่นักวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็กำลังศึกษาวิจัย เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ฟักข้าวให้มีปริมาณเบต้าแคโรทีนและสารไลโคปีนสูงขึ้น และมีผลผลิตของเยื่อหุ้มเมล็ดเพิ่มมากขึ้นด้วย


          ปัจจุบันพบว่า "ฟักขาว" มีสารที่สามารถต่อต้านเชื้อ HIV ได้อีกด้วย
 เห็นแบบนี้แล้ว ต้องยกให้ "ฟักข้าว" เป็นพืชมหัศจรรย์อีกหนึ่งชนิด เพราะมีสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยเลยทีเดียว และเชื่อว่าหากมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เราคงได้ค้นพบถึงสรรพคุณเจ๋ง ๆ ของพืชพื้นบ้านชนิดนี้อีกแน่นอน

Thank : delapathailand


                          ........................................................

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

พายุฤดูร้อน 2-5 เม.ย. เตรียมรับมือ-ภาคเหนือ ร้อนจัด 40 องศาฯ


          เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน 2-5 เม.ย.นี้ ภาคอีสานกระทบก่อน ขณะที่ ภาคเหนือ ขณะนี้ร้อนทะลุ 40 องศาฯ แล้ว เตือนประชาชนระวังเป็น โรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด
          เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศ ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-5 เมษายน 2557 ระบุว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-1 เมษายน ความกดอากาศต่ำจากความร้อนจะเข้าพัดมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะส่งผลให้ภาคเหนือมีอากาศร้อนและมีอากาศร้อนจัดในบางพื้นที่ ประกอบกับคลื่นกระแสลมตะวันออกได้เคลื่อนจากทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น
          ส่วนในช่วงวันที่ 2-5 เมษายน ความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีน ก็จะปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนขึ้น ซึ่งจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ โดยจะเริ่มมีผลกระทบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคอื่น ๆ ก็จะได้รับผลกระทบต่อไป
ขณะที่ อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ได้ประกาศเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากภาวะอากาศร้อนและภาวะหมอกควันไฟป่าที่สมทบอยู่ในขณะนี้ว่า ต่อจากนี้อากาศจะอยู่ในเกณฑ์ร้อนจัด อุณหภูมิจะสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ได้แก่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย ทั้งนี้ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง และ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีอุณหภูมิร้อนจัดวัดได้สูงเกือบ 41 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก ประกอบกับระยะนี้มีผลกระทบจากหมอกควันและไฟป่า อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
          พร้อมกันนี้ ยังแนะนำประชาชนที่ต้องทำงานหรือปฏิบัติภารกิจกลางแสงแดดเป็นเวลานานว่า ต้องระวังโรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด ที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป โดยเบื้องต้นจะมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ความดันต่ำ หน้ามืด และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต  และอาจมีอาการเพิ่มเติมอีก เช่น ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว สัญญาณสำคัญของโรคฮีทสโตรก คือ ไม่มีเหงื่อออก แต่ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ และรู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน
          ทั้งนี้ หากเกิดอาการดังกล่าว ต้องรีบพักทันที และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย เนื่องจากโรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด อาจจะทำเสียชีวิตได้สำหรับผู้ร่างกายอ่อนแอหรือปรับสภาพไม่ทัน

Thank : kapook.com


............... Toro Rich Club ..........

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

6 อันดับ อาหารเช้า ที่มีประโยชน์มากที่สุด

 อันดับ 6 น้ำเต้าหู้ + ปาท่องโก๋

สำหรับเมนูอันดับสุดท้าย อย่างน้ำเต้าหู้ และปาท่องโก๋นี้ คุณหมอฟันธงออกมาให้เราทราบกันชัดๆเลยว่า ปาท่องโก๋นั้น ถือเป็นอาหารที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้คุณอ้วนได้ง่าย เพราะทานแล้วหิวเร็ว ส่วนน้ำเต้าหู้นั้น ถือเป็น “อาหารล้างบาป” ให้กับปาท่องโก๋ที่คุณทานเข้าไป

ถ้าคนเราทานปาท่องโก๋ วันละ 1 คู่ ทุกวัน ภายในเวลา 1 ปี น้ำหนักจะขึ้นเป็นกิโลกรัมเลย เพราะปาท่องโก๋เป็นอาหารที่มีแป้ง แต่น้ำเต้าหู้ เป็นตัวล้างบาปที่ดี นี่คือภูมิปัญญาของคนไทย เพราะน้ำเต้าหู้ มันมีสารอาหารที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ทั้งโปรตีน แอนตี้ออกซิแดนท์ เปปไทด์ หรือถ้ายิ่งเป็นน้ำเต้าหู้ใส่ธัญพืช ก็จะมีไฟเบอร์ ที่ช่วยไล่ไขมันในปาท่องโก๋ได้

อีกสิ่งที่ต้องระวังจากตัวปาท่องโก๋คือ มันอาจจะมีสารตัวหนึ่งที่ก่อมะเร็งได้ ซึ่งจะเกิดในพวกของทอด อาหารที่ต้องทอดด้วยน้ำมันชุ่มๆ และอาหารทอดซ้ำ ดังนั้นถ้าเราจะทานปาท่องโก๋ ก็ต้องพยายามเว้นวันบ้าง อย่าทานทุกวัน หรือควรจะทานน้ำเต้าหู้ที่มีธัญพืชเยอะๆ ร่วมด้วย จะได้ช่วยไม่ให้แป้งในปาท่องโก๋ ดูดซึมเร็วเกินไป จนทำให้หิวง่าย


อันดับ 5 ข้าวเหนียว+ หมูปิ้ง

เมนูอับดับห้านี้ แม้จะอร่อย ทานง่าย แถมพกพาสะดวก ทว่าก็ต้องระมัดระวังเลือกร้านที่ไว้ใจได้ และเลี่ยงทานส่วนที่ “มัน” ไว้ด้วย

ในเรื่องของพลังงานที่ได้จากการเผาผลาญอาหาร เราอาจได้รับแคลอรี่ เยอะอยู่ แต่ถ้าเทียบกับโจ๊กแล้ว ข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เป็นตัวที่สลับกันทานกับโจ๊กได้ เพราะอย่างน้อยในข้าวเหนียว ก็จะมีกลูเตน หรือไฟเบอร์เยอะกว่าข้าวขัด จะดีขึ้นมาระดับหนึ่ง และถ้ายิ่งได้ทานหมูปิ้งกับข้าวเหนียวดำ มันก็จะมี โอพีซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อยู่ในข้าวเหนียวดำด้วย

ส่วนหมูปิ้งมีเทคนิคการทานคือ ให้เลือกหมูปิ้งในส่วนที่มีมันค่อนข้างน้อย เพราะเมื่อไหร่ไขมัน ไปสัมผัสกับความร้อน มันจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้น ดังนั้นให้เลือกมันน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมันที่แทรกอยู่ในเนื้อหมู หรือมันที่ติดอยู่โคนไม้เหล่านี้ก็ต้องเลี่ยง นอกจากนี้เรื่องถ่านที่ปิ้งหมู ก็ต้องระวังเรื่องของสารปนเปื้อนที่มาจากถ่านที่ไม่ได้คุณภาพด้วย เพราะไม้พวกนี้เขามีการพ่นปลวก พ่นสารเคมีเอาไว้ อาจจะทำให้เราได้รับสารเคมีได้


อันดับ 4 โจ๊กหมู

โจ๊กหมู จะมีปลายข้าว รำข้าว ถ้าเยอะไปก็ทำให้หิวเร็วได้เช่นกัน เพราะมันคือ แป้งที่ทำให้เราหิวเร็วได้ ส่วนสิ่งที่ควรจะทานคู่กับโจ๊กหมูคือ ขิง และต้นหอม เพราะขิงจะช่วยระบบเผาผลาญในร่างกาย และทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน ต้นหอม ช่วยในเรื่องลดไขมัน และควบคุมน้ำตาล

ส่วนประโยชน์นั้น หากเราเลือกโจ๊กที่ทำจากปลายข้าวแท้ๆ แล้วผสมจมูกข้าวลงไปด้วย มันจะทำให้เราได้วิตามินอี และ แกมมา ออริซานอล ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีในข้าว หรือรำข้าว และถ้ายิ่งได้โจ๊กที่ทำจากข้าวกล้องงอกจะยิ่งดีมาก เพราะมันจะมี กาบา ที่ทำให้สมองร่าเริง ดังนั้นถ้าเลือกได้ก็ควรเลือกซื้อโจ๊กที่ใช้ข้าวที่มีประโยชน์เหล่านี้ แต่ถ้าหาซื้อลำบาก หาได้เป็นโจ๊กข้าวขาวธรรมดา ก็ไม่ต้องซีเรียส ลองพยายามลดความเสี่ยงจากการได้แป้ง กับน้ำตาลเยอะ โดยเน้นทานผักเยอะๆ และไม่ต้องปรุงรสให้หวานขึ้น หรือเค็มขึ้น

ข้อควรระวังคือ อย่ากินโจ๊ก คู่กับปาท่องโก๋ เพราะนั่นคือการนำแป้งมาจิ้มแป้ง และหากโจ๊กนั้นใส่หมูสับแล้ว ก็ไม่ต้องใส่เครื่องในหมูเข้าไปอีก เพราะเครื่องในเป็นแหล่งของกรดยูริค ที่ทำให้เกิดเก๊าท์ และในตัวโจ๊กก็ทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริคมากอยู่แล้ว หากเราใส่เครื่องในเข้าไปอีกมันก็จะได้กรดยูริคมากเกินไป แถมยังได้คอเลสเตอรอลมากเกินไปด้วย เพราะหมูสับก็มีคอเลสเตอรอลอยู่แล้ว หากใส่เครื่องในอีกก็อาจจะทำให้เราได้คอเลสเตอรอลในมื้อนั้นมากเกินไป

อันดับ 3 ขนมครก + กาแฟ

ขนมครกนั้น จะมีปัญหาตรงที่มันมีแป้ง ถ้าเจ้าไหนใส่แป้งเยอะ ก็ไม่ต่างจากปาท่องโก๋เท่าไหร่ ดีกว่านิดหน่อยตรงที่มันใช้การปิ้ง เป็นการทำให้สุกด้วยความร้อนแทนการทอด แต่ข้อดีของมันคือ มีกะทิ ซึ่งกะทิเป็นไขมันดี เป็นกลุ่มของไขมัน มีเดียม-เชน ไตรกลีเซอไรด์ (Medium-chain triglycerides) เป็นไขมันที่ร่างกายขับออกได้ดี ก็เลยไม่ค่อยถูกเก็บสะสมในร่างกาย ซึ่งเรามักเข้าใจว่ากะทิก่อให้เกิดอันตราย แต่จริงๆ แล้ว กะทิถือเป็นของดีเลย อันนี้เป็นอีกหน้าฉากหนึ่งและในมะพร้าวก็ยังมีวิตามินอี ที่ช่วยบำรุงผิวด้วย และส่วนใหญ่แล้ว หน้าของขนมครก ก็จะเป็นหน้าเพื่อสุขภาพ คือโรยด้วยเผือก, ต้นหอม, ข้าวโพด, ก็จะมีวิตามินเอ ซึ่งวิตามินเอ ต้องอาศัยไขมันจากกะทิ ในการดูดซึมดังนั้นก็เข้ากันพอดี

ยิ่งทานขนมครกกับชา หรือกาแฟ ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะในกาแฟจะมีคาเฟอีน (Caffeine) เยอะ ซึ่งถ้าเราได้ อาหารอย่างขนมครกเข้าไปรองท้องก็จะดี เพราะร่างกายจะได้ไม่ต้องดูดซึมคาเฟอีนเข้าไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งมันอาจจะมากเกินไปสำหรับร่างกาย ดังนั้นขนมครกก็ไม่ถึงกับเป็นอาหารเช้าที่เลวร้ายนัก แต่ก็ต้องระวังไว้นิด เพราะบางเจ้าอาจมีการใส่น้ำตาลเยอะ รสหวานเกินไป อันนี้ก็ต้องระวังไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นก็จะได้รับน้ำตาลมากเกินไปเหมือนกัน”

อันดับ 2 ขนมปัง + ไข่ดาว

สำหรับอับดับสองเป็นเมนูอาหารเช้าทำง่าย…ทานง่าย อย่าง ขนมปัง-ไข่ดาว ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ยกให้เป็นอาหารเช้าเปี่ยมประโยชน์ที่เหมาะนักสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน และน้องๆ วัยเรียน จะต้องเป็นขนมปังโฮลวีท (whole wheat) และไข่ดาวน้ำ หรือไข่ต้ม (ที่ไร้น้ำมัน) นะคะ

ในช่วงเช้า สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ (office) ที่ต้องไปทำงาน หรือเด็กในวัยเรียน การเพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนเข้าไปก็ถือว่าเหมาะมาก เพราะโปรตีนจะกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง ดังนั้นการทานอาหารที่มีโปรตีนอย่าง ไข่ ก็เป็นอาหารเช้าที่ดีมาก ราคาไม่แพง และมีโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นสมองด้วย สำหรับไข่ทอดอาจจะมีปัญหาเรื่องของน้ำมัน ดังนั้นหากทานเป็นไข่ต้มได้ก็ยิ่งดี โดยอาจทานไข่ต้ม, ไข่ลวก, ไข่ดาวน้ำ โรยซีอิ้วขาว โรยพริกไทยก็ยิ่งดี เพราะพริกไทยช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ และลดไขมันได้ด้วย

หรือไข่ต้มอย่างเดียวอาจไม่อิ่ม การทานคู่กับขนมปังโฮลวีท ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะขนมปังโฮลวีท เป็นแป้งที่มีคุณภาพ คือ แป้งมีกาก มีธัญพืชทั้งหลาย โดยอาจนำขนมปังขนมปังโฮลวีท มาทำเป็นแซนวิช (sandwich) ไข่ เพิ่มผักอีกสักหน่อย ก็ยิ่งทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น ทานกับนมอีกนิดเพอร์เฟค (perfect) เลย เพราะนมก็มีโปรตีน และกรดอะมิโน (Amino acid) ที่ช่วยกระตุ้นสมอง ถ้าผู้ใหญ่บางท่านแพ้นมวัว ทานแล้วท้องเสีย ก็สามารถทานโยเกิร์ต (Yoghurt) แทนได้ เพราะโยเกิร์ตคือ นมที่ย่อยแล้ว และไม่ทำให้ห้องเสีย ถือว่าเป็นอาหารชูกำลัง แทนที่เราจะกระตุ้นด้วยกาแฟ เรากระตุ้นด้วยอาหารชูกำลังอย่าง นม หรือโยเกิร์ตดีกว่า”


อันดับ 1 ต้มเลือดหมู

เมนูอันดับหนึ่ง คุณหมอผู้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Anti-Aging ยกนิ้วให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพสุดๆ ทว่าจะให้ทานแล้วดีต่อร่างกายอย่างแท้จริง…ก็ต้องมีเทคนิคในการทาน

ต้มเลือดหมูเป็นอาหารที่เรียกได้ว่าเป็น perfect combination หรือเป็นคู่ที่สมกันมากเลย เพราะในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก และในผัก เช่น ใบตำลึง จะมีวิตามินซีเยอะ ธาตุเหล็กต้องมีวิตามินซี มันถึงจะดูดซึมได้ดี เช่นเดียวกับที่วิตามินซี ก็ต้องมีธาตุเหล็กมันถึงจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี ฉะนั้นมันเป็นคู่ที่เพอร์เฟคเลย

แต่สิ่งที่ควรระวังคือ หากใครเป็นเก๊าท์ ต้องระวังหน่อย เพราะน้ำซุปต้มเลือดหมูทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริค (Uric Acid) เยอะ ส่วนเครื่องในก็มีกรดยูริคสูงเหมือนกัน อันนี้อาจต้องระวังสักนิด นอกจากนี้คนอีกกลุ่มที่ต้องระวัง คือ คนที่เป็นธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เพราะคนที่เป็นธาลัสซีเมีย ไม่ควรกินธาตุเหล็กเยอะ แต่ต้มเลือดหมู มีทั้งเลือดหมู, เครื่องใน, ใบตำลึง เหล่านี้มีธาตุเหล็กทั้งนั้นเลย แต่ถ้าในคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นธาลัสซีเมีย ต้มเลือดหมูคือต้มที่ดี เป็นต้มที่เปี่ยม คอลลาเจน (Collagen) เพราะในเลือดหมูมีคอลลาเจน ในน้ำต้มกระดูกก็มีคอลลาเจน ทั้งยังมีผักเขียวที่มีวิตามินซี ก็ยิ่งทำให้คอลลาเจน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีอีกด้วย

ดังนั้นต้มเลือดหมู ถือว่าเป็นซุปสวยได้เลย เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีชนิดหนึ่ง ผมว่าดีกว่าปาท่องโก๋จิ้มนมนะ แต่มันจะกลายเป็นอาหารที่ไม่สุขภาพไปได้ เช่น หากเราใส่กระเทียมเจียวเยอะๆ ใส่หมูติดมัน หรือบางเจ้าใส่หมูสามชั้น หรือหมูกรอบเข้าไป แล้วปรุงให้รสจัดเกินไป หรือหวานไป

ก็ทราบกันไปแล้ว ถึง 6 เมนู สุดยอดมื้อเช้าที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด และอย่างที่ทราบกันดีว่า อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ สำหรับการทำงานของร่างกาย เพราะฉะนั้นการเลือกเมนูมื้อเช้า ด้วยเมนูที่เป้นประโยชน์ ก็จะช่วยเสริมให้อาหารมื้อเช้าของเรานั้น ทรงคุณค่าและสำคัญมากๆ มากขึ้นไปอีก รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมเลือกทานข้าวเช้ากันนะคะ

Thank : Mthai
................... Tororichclub ....................

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ฉู่ฉี่ปลาทู


เครื่องปรุง
- ปลาทูสด 3-5 ตัว
- มะพร้าวขูด 300-400 กรัม
- ใบมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีเด็ดเป็นใบ 1 ต้น
- น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปิ๊บ 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง (ขั้นตอนนี้สามารถใช้เครื่องแกงสำเร็จรูปก็ได้)
-พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ดออกแช่น้ำ 5 เม็ด
- หอมแดงซอย 7 หัว
- กระเทียม 10 กลีบ
- ขาหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
- ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ½ ช้อนชา
- รากผักชีหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- กะปิ 1 ช้อนชา

วิธิทำ
1.นำพริกแห้งเม็ดใหญ่ หอมแดงซอย กระเทียม ข่าหั่นละเอียด กระเทียม ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูด รากผักชีหั่นละเอียด เกลือป่น กะปิ รวมทั้งหมดแล้วทำการโขลกเข้าด้วยกัน
2.ให้ล้างปลาทู คลักไส้ดำออกมา ใช้มีดสับหัวออก สไลด์เฉียงสองด้าน พักให้สะเด็ดน้ำ
3.คั้นมะพร้าวเอาน้ำใส่น้ำ 2 ถ้วย คั้นกะทิออกมา 3 ถ้วย
4. เทหัวกะทิ 1 ถ้วย เคี่ยวให้แตกมันด้วยไฟกลาง จากนั้นนำน้ำพริกแกงข้อ 1 ทั้งหมดเทใส่ให้หมดผัดให้หอม แล้วทำการใส่กะทิที่เหลือลงไป รอเดือด
5.ใส่ปลาลงไป พอสุกปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา
6.ใส่ชาม นำใบมะกรูดมาโรยหน้า ผักชี

Thank : thaiza


.................... Toro rich club ....................

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หัวหอมใหญ่ยาครอบจักรวาล


ทราบหรือไม่ว่า...การทานหัว หอม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงอาหาร แล้วจะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคหัวใจ และไขมันอุดตัน ซึ่งในปัจจุบันการทานอาหารมีวิธีการทานที่จะต้องแข่งกับเวลาซะเป็นส่วนใหญ่ อาหารที่ได้รับในแต่ละวันจึงไม่ตรงกับความต้องการของร่างกายตัวเอง งั้นคุณลองหันมาทาน "หัวหอมใหญ่" ที่เป็นส่วนประกอบของอาหารต่างๆ ดีกว่าค่ะ

หอมหัวใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันตก มีสรรพคุณเป็นพืชสมุนไพร มีสารสำคัญคือ ฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ (Flavonoid glycosides) ซึ่งมีคุณสมบัติขัดขวางไขมัน ไม่ให้เกาะตามผนังเส้นเลือด ซึ่งถ้าเกาะมากๆ จะเกิดภาวะเส้นโลหิตอุดตันทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ นอกจากนี้ หอมหัวใหญ่ยังช่วย "ลดไขมันในเลือด" ได้อีก ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคอ้วน

น่าสนใจมากที่ปัจจุบัน นิยมนำหอมหัวใหญ่มาทำเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือที่เราเรียกกันว่า การบำบัดแบบ "อโรมาเทอราปี" โดยหอมหัวใหญ่ที่สุกจะมีน้ำมันหอมที่ชื่อว่า "อัล ลิลิก ไดซัลไฟด์ (Allilic disulfides)" ซึ่ง มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้ ถ้าสูดดมมากๆ จะช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะ บรรเทาอาการหวัด และลดเสมหะได้ หรือน้ำคั้นจากหอมหัวใหญ่ ก็จะช่วยลดอาการอักเสบบวม หรือลดความดันโลหิตและน้ำตาลในเส้นเลือด เนื่องจากหอมหัวใหญ่มีธาตุฟอสฟอรัสที่สูง จึงช่วยทำให้ความจำดีขึ้นอีก และยังสามารถนำหอมหัวใหญ่ไปใช้เป็นยาทาภายนอก ช่วยลดอาการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรียใช้แก้พิษแมลงกัดอาการปวดบวมตามข้อ หรือทาแก้สิวได้ด้วย

           หอมหัวใหญ่ คนไทยนำมาประกอบอาหารหลายชนิด เช่น ยำต่างๆ ข้าวผัด สลัด ไข่เจียว ซุปหรือสตูต่างๆ ซึ่งถ้ารับประทานกันแบบสดๆ จะมีรสชาติกรอบ เผ็ดร้อน แต่ถ้านำไปปรุงอาหาร หรือถูกความร้อนก็จะมีรสชาติหวาน เนื่องจากสารที่ชื่อ "อัลลิลโปรบิลซัลไฟต์" ระเหย ไประหว่างที่ถูกความร้อนและได้สารที่มีรสหวานมาแทน ว่ากันว่า...ถ้ารับประทานหอมหัวใหญ่วันละครึ่งหัวทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 2 เดือน จะช่วยลดอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดได้


แทบ จะเรียกได้ว่าเป็นยาครอบจักรวาลเลยก็ว่าได้ เมื่อคุณทราบกันแล้วว่าหัวหอมดีอย่างไร อย่าลืมทุกครั้งที่ทำอาหาร ให้คุณลองเติมเมนูที่มีหอมหัวใหญ่ไปด้วย เพื่อสุขภาพของคนที่คุณรัก



Thank : sanook

                      ........................ Toro Rich club ........................




วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ชาวต่างชาติชี้ ไทยน่าอยู่สุดในทุกด้าน


ผลสำรวจชาวต่างชาติชี้ ไทยน่าอยู่สุดในทุกด้าน
          เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ไทยมาเป็นอันดับ 1 ในผลการสำรวจประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในทุกๆ ด้านสำหรับชาวต่างชาติ ของเอชเอสบีซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงเรื่องการเริ่มต้นตั้งถิ่นฐาน การปรับตัว และการหาเพื่อน โดยมีบาห์เรนมาเป็นอันดับ 2 และจีนในอันดับที่ 3 ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีสิงคโปร์อยู่ที่อันดับ 6 มาเลเซียอันดับ 20 อินโดนีเซีย อันดับ 31 และเวียดนามอันดับที่ 32     
          ผลสำรวจนี้ซึ่งจัดทำขึ้นปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้ว รวมรวมข้อมูลจากการสอบถามชาวต่างชาติมากกว่า 7,000 คนจากเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก
          ในส่วนของประเด็นทางเศรษฐกิจนั้น ไทยมาเป็นอันดับที่ 4 ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่อันดับ 6 และสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 9 อย่างไรก็ตาม ค่าครองชีพที่ต่ำกว่าและความเป็นไปได้ที่จะมีรายได้สูงทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสมที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ ขณะที่หากเป็นเรื่องโอกาสที่จะได้ประกอบอาชีพที่ดีนั้น อินโดนีเซียกับเวียดนามมีอันดับสูงกว่า
          ผลสำรวจระบุว่า แม้ว่าเอเชียจะไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่ที่สุดในโลกจากสาเหตุว่ายังมีสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอและกฎระเบียบในหลายๆ เรื่องยังคงสลับซับซ้อน ทว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ถูกมองว่าน่าอยู่มากขึ้น จากการเป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาติได้รับค่าจ้างมากที่สุดในโลก โดยมีอัตราส่วนของชาวต่างชาติที่มีรายได้มากกว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,700,000 บาท) ต่อปี อยู่ในอินโดนีเซีย 22 เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่น 13 เปอร์เซ็นต์ และ จีน 10 เปอร์เซ็นต์
          นอกจากนี้ ไทยยังมาเป็นอันดับ 1 ในหัวข้อเป็นสถานที่ที่หาเพื่อนง่ายที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากระบุว่า เป็นเรื่องง่ายมากที่จะปรับตัวเข้ากับอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยได้ โดย 60 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าการใช้ชีวิตในประเทศไทยทำให้สามารถรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้
          นอกจากนี้ไทยยังอยู่ในอันดับสูงสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการจะพัฒนาสถานภาพทางการเงิน โดยเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ถูกสำรวจระบุว่า มีรายได้ที่สามารถนำไปใช้จับจ่ายใช้สอยได้เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ประเทศไทย


 Thank : schau-thai


...................... Toro Rich Club ......................

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์ที่คุณไม่รู้ของ "ชะอม"

“ชะอม” สมุนไพรไทยสารพัดประโยชน์...ลดจุกเสียดแน่นท้อง
หากพูดถึง “ชะอม” เชื่อว่าคงเป็นผักที่หลาย ๆ ครัวเรือนนิยมรับประทานกัน ทั้งในแบบสดจิ้มกับน้ำพริก และนำมาประกอบอาหารรับประทานหลากหลายเมนู ซึ่งนอกจากความหอมอร่อยที่ติดใจใครหลายคนแล้วชะอมยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เคล็ดลับสุขภาพดีวันนี้มีเกร็ดความรู้ และคุณประโยชน์ของชะอมมาฝากผู้ที่ชื่นชอบรับประทานชะอมกันด้วย

ลักษณะของต้นชะอม เป็นไม้พุ่มขนาดย่อม ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ใบมีสีเขียวขนาดเล็ก มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถิน หรือใบส้มป่อย ใบเรียงสลับกัน ใบย่อยออกตรงข้ามกัน ใบย่อยรูปรีมีประมาณ 13-28 คู่ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โดยใบจะหุบในเวลาเย็นและแผ่ออกรับแสงแดดในเวลากลางวัน ใบอ่อนจะมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอ ส่วนดอกมีขนาดเล็ก ออกที่ซอกใบ มีสีขาวหรือขาวนวล ซึ่งจะเห็นเกสรตัวผู้มีลักษณะเป็นเส้นฝอย ๆ ได้ชัด ผลออกเป็นฝักและมีขนาดเล็กกว่าฝักกระถิน เป็นพรรณไม้ที่ปลูกง่ายและสามารถปลูกได้ทุกจังหวัดของประเทศไทย ขยายพันธุ์ได้โดยการตอนหรือปักชำ โดยชะอมจะออกยอดได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะออกมาก

วิธีการนำชะอมมาปรุงเป็นอาหารทำได้หลากหลาย ได้แก่ รับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก โดยการลวกหรือนึ่งให้สุก หรือใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน เด็ดเป็นชิ้นสั้น ๆ แล้วชุบกับไข่ นำไปทอดรับประทานกับน้ำพริกกะปิ หรือนำไปใส่ในแกงส้ม ชาวเหนือนิยมรับประทานกับส้มตำมะม่วง ตำส้มโอ หรือนำไปทำเป็นแกงแค  แกงลาว เป็นต้น ส่วนชาวอีสานมักนำไปต้มเป็นอ่อมหรือแกงกับปลา ไก่ เนื้อ กบ หรือเขียด

ชะอมเป็นผักที่มีสรรพคุณทางยา เพราะในชะอมประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย อาทิ เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 อีกทั้ง ใบอ่อนของชะอมยังสามารถช่วยลดความร้อนในร่างกาย ส่วนรากหากนำมาต้มจะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ กรด จุกเสียดแน่นท้องและขับลมในกระเพาะอาหาร  ข้อควรระวังในการรับประทานชะอมคือ ผักชะอมในช่วงหน้าฝน จะมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุน บางครั้งหากรับประทานเข้าไปอาจทำให้ปวดท้องและสำหรับคุณแม่ลูกอ่อนไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้น้ำนมแห้งได้

ถึงแม้ชะอมจะเป็นผักที่มีกลิ่นแรงไปนิด แต่เมื่อได้ลิ้มรสและได้รู้ถึงคุณประโยชน์มากมายของชะอมแล้ว รับรองได้เลยว่าเรื่องกลิ่นกลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวไปเลย

Thank : toptenthailand

................Toro Richclub................